Monthly Archives: February 2013

ภาษาตากาล็อก

ภาษาตากาล็อก

ภาษาตากาล็อกภาษาตากาล็อกเป็นหนึ่งในภาษาหลักของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เป็นหนึ่งในตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน มีความสัมพันธ์กับ ภาษาอินโดนีเซีย ภาษามาเลย์ ภาษาฟิจิ ภาษาเมารี ภาษาฮาวาย ภาษามาลากาซี ภาษาซามัว ภาษาตาฮิติ ภาษาชามอร์โร ภาษาเตตุม และตระกูลภาษาออสโตรนีเซียนในไต้หวันเป็นภาษาประจำชาติและภาษาราชการคู่กับภาษาอังกฤษในประเทศฟิลิปปินส์ ใช้เป็นภาษากลางภายในประเทศ มีผู้พูดราว 85 ล้านคน ในทางธุรกิจนิยมใช้ภาษาอังกฤษมากกว่า ภาษาตากาล็อกมีหน่วยเสียง 21 เสียง เป็นเสียงพยัญชนะ 16 เสียง เสียงสระ 5 เสียง ก่อนการเข้ามาของชาวสเปน ภาษาตากาล็อกมีเสียงสระเพียง 3 เสียง คือ /a/, /i/, และ /u/ เอมีคำยืมจากภาษาสเปนจึงเพิ่มสระอีก 2 เสียง คือ /ε/ และ /o/ นอกจากนั้นมีสระประสมเพิ่มอีก 4 เสียงคือ /aI/, /oI/, /aU/ และ /iU/ พยัญชนะในภาษาตากาล็อกไม่มีเสียงลมแทรก มีการเน้นเสียงหนักภายในคำที่ทำให้เสียงสระยาวขึ้นด้วย ภาษาตากาล็อกเรียงประโยคแบบกริยา-ประธาน-กรรม มีระบบการผันคำกริยาที่ซับซ้อนกว่าคำนาม คำขยายเรียงก่อนหรือหลังคำที่ถูกขยายก็ได้ ซึ่งทั้ง 2 แบบ จะใช้คำเชื่อมต่างกัน คำว่าตากาล็อกมาจาก taga-ilog โดย taga หมายถึงท้องถิ่นของ และ ilog หมายถึงแม่น้ำ รวมแล้วหมายถึงผู้อาศัยอยู่กับแม่น้ำ ไม่มีตัวอย่างการเขียนของภาษาตากาล็อก ก่อนการมาถึงของสเปนในพุทธศตวรรษที่ 21 เหลืออยู่เลย ประวัติศาสตร์ของภาษาจึงเหลืออยู่น้อยมาก คาดว่าภาษานี้กำเนิดในฟิลิปปินส์ตอนกลางจากทางตะวันออกเฉียงเหนือของมินดาเนาหรือวิซายาตะวันออกหนังสือเล่มแรกที่เขียนด้วยภาษาตากาล็อกคือ Doctrina Cristiana ใน พ.ศ. 2136 โดยในหนังสือเล่มนี้เขียนด้วยภาษาสเปนและภาษาตากาล็อก 2 รูปแบบคือใช้อักษรละตินและอักษรบายบายิน ในช่วงที่สเปนยึดครองอยู่ 333 ปี มีไวยากรณ์และพจนานุกรมเขียนโดยบาทหลวงชาวสเปน ใน พ.ศ. 2480 ได้มีการสร้างภาษาประจำชาติโดยสถาบันภาษาแห่งชาติโดยใช้ภาษาตากาล็อกเป็นพื้นฐาน ภาษาประจำชาติที่เคยตั้งชื่อว่า Wikang pambansa (ภาษาแห่งชาติ) โดยประธานาธิบดีมานูเอล เกซอนเมื่อ พ.ศ. 2482 ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นภาษาปิลิปิโนใน พ.ศ. 2502 แต่การเปลี่ยนชื่อนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ที่ไม่ได้พูดภาษาตากาล็อก โดยเฉพาะผู้พูดภาษาเซบู ใน พ.ศ. 2514 เกิดหัวข้อทางด้านภาษาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทำให้เปลี่ยนชื่อภาษาประจำชาติจากภาษาปิลิปิโนเป็นภาษาฟิลิปิโน โดยภาษาฟิลิปิโนเป็นภาษาที่ผสมลักษณะของภาษาตากาล็อกสำเนียงลูซอนกลาง ภาษาอังกฤษและภาษาสเปน

ภาษาดนตรีไทย

ภาษาดนตรีไทย

ภาษาดนตรีไทยภาษาในโลกนี้มีมากมายนะค่ะ แต่เราเกิดมาเป็นคนไทยแท้ๆ ถ้าเราไม่ภาคภูมิใจในภาษาไทยของเรา เราก็น่าจะเสียชาติเกิดเปล่าๆ ครับ ภาษาไทยของเรานั้นเป็นภาษาที่ไพเราะมาก  เพราะเรามีตัวอักษรมาก มีตัวสระมาก และที่สำคัญที่สุดเรามีบันไดเสียงด้วย แต่เรื่องพื้นฐานบันไดเสียงโน้ตสากลง่ายๆ ก็น่าจะพอรู้บ้าง มันไม่ยากเกินไปนะครับถ้าเราจะลองศึกษาไว้บ้าง  เอาง่ายๆ แค่เสียงโน้ตสากลแค่ 7 เสียง 7 ระดับก็ไม่น่าลำบากเกินไป โด เร มี ฟา ซอล ลา ที แต่ละระดับเสียงมันไม่เท่ากันค่ะ ให้คนเล่นดนตรีเป็นสักคนลองไล่เสียงให้ฟัง จะบันทึกใส่เทปหรือใส่อะไรไว้ฟังก็ได้ จากนั้นไม่นานเราหัดไล่เสียงดูเองบ้างไม่นานก็ไล่ได้ค่ะ  โน้ตดนตรีเสียงระดับมี 7 ระดับ แล้วคุณเชื่อไหมครับว่าเสียงในภาษาไทยของเราก็มีระดับเสียงกะเขาเหมือนกัน แม้จะไม่เท่า 7 ระดับเสียง แต่ก็มีถึง 5 ระดับเสียงทีเดียวนะค่ะ  ตัวกำกับระดับเสียงในภาษาไทยเราเรียกว่า  วรรณยุกต์ จำได้หรือยัง  ที่บอกว่ามีถึง 5 ระดับเสียงก็คือ เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี เสียงจัตวา  มีตัววรรณยุกต์กำกับทั้งหมด 4 รูปครับ เพราะตัวเสียงสามัญไม่มีรูปวรรณยุกต์ คงไม่ต้องถึงขนาดเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนกระมังค่ะ รูปวรรณยุกต์ทั้งหมดเป็นแบบไหนน่าจะรู้นะ ทบทวนความทรงจำสักนิดก็ได้นะครับ ขอโทษท่านผู้อ่านที่เข้าใจดีแล้วด้วย รูปวรรณยุกต์ทั้งหมดก็เป็นแบบนี้นะครับ เอก โท ตรี จัตวา

ภาษากฎหมายโบราณลาว

ภาษากฎหมายโบราณลาว

ภาษากฎหมายโบราณลาวกฎหมายโบราณลาวมีวิวัฒนาการควบคู่มากับสังคมลาวโดยตลอด มีวิธีการใช้ภาษาที่มีลักษณะเฉพาะสอดคล้องกับบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย การวิจัยเรื่อง “ภาษากฎหมายโบราณลาว” มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาพัฒนาการของกฎหมายโบราณลาว และลักษณะการใช้ภาษาในกฎหมายโบราณลาว จำนวน 9 ฉบับ คือ กฎหมายธรรมศาสตร์ขุนบรม คัมภีร์สร้อยสายคำ คัมภีร์มูลตันไต คัมภีร์พระธรรมศาสตร์หลวง คัมภีร์สุวรรณมุกขา คัมภีร์ราชศาสตร์ คัมภีร์โพสะราช คัมภีร์สังคหปกรณ์ คัมภีร์อาณาจักรและธรรมจักรแห่งธรรมศาสตร์ ผลการวิจัย กฎหมายโบราณลาวมีพัฒนาการมาจากคำสั่งสอนของบรรพบุรุษ พระบรมราโชวาทของพระมหากษัตริย์ และฮีตคองประเพณีที่กำหนดมาตั้งแต่สมัยโบราณ จึงมีลักษณะเป็นกฎหมายจารีตที่มีพัฒนาการมาตามลำดับ จากยุคความเชื่อดั้งเดิมยึดแนวปฏิบัติจากคำสั่งสอนของบรรพบุรุษที่บอกเล่าสืบต่อกันมา โดยมีบรรทัดฐานจากความเชื่อเรื่องผีฟ้าผีแถน บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในรัชสมัยของพระเจ้าวิชุลราช เรียบเรียงเป็นตำนานขุนบรมและกฎหมายธรรมศาสตร์ขุนบรม เมื่อศาสนาพุทธเข้ามาเผยแผ่ในอาณาจักรล้านช้าง ประชาชนมีความศรัทธาในหลักธรรม ยุคที่ พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมีการเรียบเรียงคัมภีร์สร้อยสายคำ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ยึดหลักธรรมเป็นแนวปฏิบัติ เปรียบเทียบกับวินัยสงฆ์ กฎหมายในยุคต่อมาสังคมมีความหลากหลาย เป็นยุคผสมผสานความเชื่อต่างๆ เข้าด้วยกัน กฎหมายมีแนวปฏิบัติที่มีบรรทัดฐานจากความเชื่อดั้งเดิม หลักธรรมทางศาสนาพุทธและความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ กฎหมายที่สำคัญคือ คัมภีร์พระธรรมศาสตร์หลวง คัมภีร์สุวรรณมุกขา คัมภีร์มูลตันไต คัมภีร์ราชศาสตร์ คัมภีร์โพสะราช คัมภีร์สังคหปกรณ์ คัมภีร์อาณาจักรและธรรมจักรแห่งธรรมศาสตร์

ภาษาปัญจาบ

ภาษาปัญจาบ

ภาษาปัญจาบภาษาปัญจาบ หรือ ปัญจาบี หรือ ปัญชาพี เป็นภาษาของชาวปัญจาบ และภูมิภาคปัญจาบของประเทศอินเดีย และประเทศปากีสถาน ภาษาปัญจาบ เป็นภาษาราชการของรัฐปัญจาบในอินเดีย และเป็นภาษาราชการร่วมในรัฐข้างเคียงคือ จันทิครห์ เดลฮี และหรยณะ มีผู้พูดในบริเวณใกล้เคียงเช่นแคชเมียร์และหิมาจัลประเทศ เป็นภาษาหลักของจังหวัดปัญจาบในปากีสถานแต่ไม่มีสถานะเป็นภาษาราชการ โดยภาษาราชการในบริเวณดังกล่าวคือภาษาอูรดูและภาษาอังกฤษ ภาษาปัญจาบมีสำเนียงต่างๆมากมาย โดยได้รับอิทธิพลจากภาษาสินธีในปากีสถานและภาษาฮินดีในประเทศอินเดีย สำเนียงหลักของภาษาปัญจาบคือ ลาโฮรี ดัรบี มัลไว และโปวาธี ในอินเดีย สำเนียง โปโกฮารี ลัห์นดี และ มุลตานีในปากีสถาน สำเนียงลาโอรีเป็นสำเนียงมาตรฐานสำหรับภาษาเขียนของภาษาปัญจาบ บางสำเนียงเช่นสำเนียงโดกรี สิไรกิ และอินห์โก บางครั้งแยกออกเป็นอีกภาษาต่างหาก ภาษาปัญจาบเป็นภาษากลุ่มอินโด-ยุโรเปียน ในกลุ่มย่อยอินโด-อิเรเนียน เป็นภาษากลุ่มอินโด-ยุโรเปียนภาษาเดียวที่เป็นภาษาวรรณยุกต์ ซึ่งวรรณยุกต์เกิดจากการออกเสียงพยัญชนะชุดต่าง ๆ ด้วยเสียงสูงต่ำที่ต่างกัน ในเรื่องของความซับซ้อนของรูปศัพท์ เป็นภาษาที่ใช้คำประกอบ (agglutinative language) และมักจะเรียงคำตามลำดับ ‘ประธาน กรรม กิริยา’ ชาวปัญจาบได้ถูกแบ่งระหว่างอินเดียและปากีสถานระหว่างการแบ่งอินเดียเมื่อพ.ศ. 2490 อย่างไรก็ดี ภาษาและวัฒนธรรมปัญจาบมักเป็นปัจจัยที่ทำให้ชาวปัญจาบอยู่รวมกันไม่ว่าจะสัญชาติหรือศาสนาใด มีชาวปัญจาบอพยพจำนวนมากในหลายประเทศเช่น สหรัฐ ออสเตรเลีย อังกฤษ แคนาดา ภาษาปัญจาบเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ของชาวสิกข์ที่ใช้เขียนวรรณกรรมทางศาสนา เป็นภาษาที่ใช้ในดนตรีภันคระที่แพร่หลายในเอเชียใต้

ภาษาไทยในวัยรุ่นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้

ภาษาไทยในวัยรุ่นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้

ภาษาไทยในวัยรุ่นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ภาษาไทยเป็นทั้งวัฒนธรรม เอกลักษณ์ และความภูมิใจของคนไทย แต่ปัจจุบันคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ใช้ภาษาไทยได้ไม่ดีพอ ไม่รู้ว่าพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ในภาษาไทยมีกี่รูป กี่เสียง และยังมีคนไทยอีกจำนวนมากที่ยังพูดภาษาไทยผิดบ้าง เขียนผิดบ้าง หรือบ้างก็จับใจความผิด ฟังผิด อ่านผิด บ้างก็พูดภาษาไทยคำภาษาอังกฤษคำ จนเกิดปัญหาการสื่อสารและเข้าใจความหมายของภาษาในทางที่ผิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุที่จะทำให้เสน่ห์ของภาษาไทยค่อย ๆ เลือนหายไป กลุ่มคนที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กไทยใช้ภาษาไทยอย่างผิดเพี้ยนนั้นต่างมุ่งเป้าไปที่กลุ่มดาราวัยรุ่น นักแสดง นักร้อง นักการเมือง และสื่อมวลชน ที่มักใช้ภาษาอย่างไม่เหมาะสม มีการใช้คำแสลงจนภาษาไทยเข้าขั้นวิกฤติ นอกจากนี้ยังมองว่าพ่อแม่ผู้ปกครองก็ไม่ได้ส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กได้อ่านหนังสืออย่างอื่นนอกจากตำราเรียน อีกทั้งสถานศึกษาอีกจำนวนมากไม่ได้สนับสนุนให้เด็กได้ร่วมกิจกรรมหรือโครงการดี ๆ ที่เน้นการอ่าน การเขียน การพูด หรือกิจกรรมที่เน้นให้เด็กได้คลุกคลีกับตัวหนังสือ   ในขณะที่ห้องสมุดก็ไม่ค่อยจะมีกิจกรรมดึงดูดให้เด็กเข้าไปศึกษาหาความรู้ แม้ปัญหาการใช้ภาษาไทยได้เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานหลายสิบปี แต่ในยุคปัจจุบันนี้ปัญหายิ่งวิกฤติความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมีปัจจัยหนุนนำที่สำคัญนั่นคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไปอย่างรวดเร็ว เราจึงพบการใช้ภาษาไทยแบบผิด ๆ มากมายจนเกือบจะกลายเป็นความคุ้นชิน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ยิ่งน่าเป็นห่วงมากที่สุด เป็นกลุ่มที่นิยมใช้ภาษาที่มีวิวัฒนาการทางภาษาที่เฉพาะกลุ่ม ซึ่งเป็นภาษาที่เกือบจะไม่มีไวยากรณ์ ไม่ว่าจะจากการรับส่งข้อความสั้น (SMS) การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) การสนทนาออนไลน์ (MSN) หรือแม้แต่การแสดงความคิดเห็นในโลกอินเทอร์เน็ตสำหรับภาษาของวัยรุ่นที่พบเห็นกันบ่อย ๆ นั้น มีทั้งภาษาที่ใช้ในการพูด  โดยมักพูดให้มีเสียงสั้นลง หรือยาวขึ้น หรือไม่ออกเสียงควบกล้ำเลย เช่น ตัวเอง = ตะเอง ครับ = คับ จริง = จิง เปล่า = ป่าว ส่วนภาษาที่ใช้ในการเขียน ซึ่งจะมีทั้งคำพ้องเสียง เช่น เธอ = เทอ ใจ = จัย หนู = นู๋ ผม = ป๋มไง = งัย กรรม = กำ เสร็จ = เสด ก็ = ก้อ หรือบางคำที่พิมพ์ด้วยความรีบเร่ง ซึ่งจะใกล้เคียงกับกลุ่มคำพ้องเสียง เพียงแต่ว่าบางครั้งการกดแป้น Shift อาจทำให้เสียเวลา จึงไม่กด แล้วเปลี่ยนคำที่ต้องการเป็นอีกคำที่ออกเสียงคล้ายกันแทน เช่น รู้ = รุ้ เห็น = เหน เป็น = เปน ใช่ไหม = ชิมิ และยังมีกลุ่มที่ใช้สื่อสารในเกม โดยใช้ตัวอักษรภาษาอื่นที่มีลักษณะคล้ายตัวอักษรภาษาไทย เช่น เทพ = Inw นอน = uou เกรียน = เกรีeu หรือแม้แต่การเน้นเขียนคำให้ สั้นที่สุดโดยใช้สัญลักษณ์แทน เช่น 555 แทนเสียงหัวเราะ เป็นต้น

ภาษาอักษรขอมไทยกับขอมกัมพูชา

อักษรขอมไทยกับขอมกัมพูชา

-v,หนังสือบางเล่มมักจะใช้คำว่า อักษรขอมแบบของไทย เพราะได้พบหลักฐานชื้นหนึ่งที่ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ได้กล่าวถึงไว้ ในหนังสือ “ตำนานอักษรไทยของท่าน” ซึ่งทำให้วิเคราะห์ได้ว่า อักษรขอมนั้น แท้จริงก็คืออักษรแขก หรืออักษรอินเดียใต้ เมื่อชาวอินเดียใต้เป็นผู้นำพุทธศาสนามาเผยแพร่นั้นก็ได้นำหนังสือของตน หรือหนังสือ (อักษร) ปัลลวะของอินเดียใต้มาเผยแพร่ด้วย ดังนั้น หนังสือเหล่านี้จึงปรากฏว่ามีทั่วไปทั้งในกัมพูชาในชวา และสุมาตรารวมทั้งในสยามประเทศด้วย (รวม พ.ศ. 1100 – 1600) เมื่อ ประเทศต่าง ๆ เหล่านี้รับวัฒนธรรมตลอดกระทั่งศาสนาของชาติอินเดียมาปรับปรุงใช้ในประเทศของตน ประเทศเหล่านี้ซึ่งยังไม่มีหนังสือของตนใช้มาก่อน จึงยินดีรับหนังสืออินเดียใต้มาใช้เป็นหนังสือของชาติตนด้วย แต่ครั้นกาลล่วงมานานความนิยมในการเขียนการใช้และความคล่องหรือคุ้นเคยในการเขียนอักษรอินเดียของแต่ละท้องถิ่นย่อมแตกต่างกันไปเป็นธรรมดา และก็ได้เกิดเป็นประจักษ์พยานให้เห็นว่า อักษรขอมที่กัมพูชาใช้เขียนนั้น แตกต่างกับอักษรขอมที่สยามเขียนส่วนจะต่างกันอย่างไรนั้นผู้ศึกษาจงใช้ข้อสังเกตอ่านเอาจากข้อเขียนของศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ในหนังสือตำนานอักษรไทยของท่านตอนหนึ่งว่า “ในสยามประเทศนี้พวกสัตบุรุษเคยได้ใช้ตัวอักษรขอมชนิดนี้ (หมายเหตุท่านคงหมายถึงชนิดที่ไทยใช้) ตั้งแต่ครั้งเมื่อสุโขทัยเป็นราชธานีมีตัวอย่างในศิราจารึก วัดป่ามะม่วงภาษามคธเป็นคาถาซึ่งมหาสามีสังฆราช (สังฆราชของประเทศลังกา ซึ่งเดินทางเข้ามาประเทศไทยเพื่อเผยแพร่ลัทธิลังกาวงศ์หรือลัทธิเถรวาท) ได้แต่งสรรเสริญพระเกียรติยศของพระยาลือไทย (พระธรรมราชาที่ 1) เวลาเสด็จออกทรงผนวช เมื่อ พ.ศ 1905 (ประชุมศิลาจารึกหลักที่ 4) ตัวอักษรในศิลาจารึกนั้น หาเป็นชนิดเดียวกันกับตัวอักษรขอมในศิลาจารึกภาษามคธของพระมหาสามีสังฆราชไม่ ตัวอักษรในศิลาจารึกภาษาเขมรเหมือนกับตัวอักษรจารึกกรุงกัมพูชา เมื่อราว และ พ.ศ. 1800 ยังไม่ได้เปลี่ยนรูปสัณฐาน เป็นอักษรขอมที่เขียนหนังสือธรรม เหตุที่ในแผ่นดินพระยาลือไทธรรมราชา มีอักษรขอมใช้ทั่วไปชนิดนี้ อาจเป็นเช่นนี้คือ ศิลาจารึกภาษาเขมรเขียนตามแบบเก่าของเขาแต่ศิลาจารึกภาษามคธนั้นเป็นฝีมือคนไทยเขียน หลักฐานชิ้นนี้ น่าจะสันนิษฐานว่า ชนชาติขอมโบราณคงศึกษาลอกแบบอักษรจากอินเดียมาใช้ของตนแบบหนึ่ง ชาติไทยโบราณก็ได้ศึกษาลอกแบบอักษรจากอินเดียมาใช้ของตนแบบหนึ่งเช่นกัน เรียกว่า ต่างคนต่างลอกมาใช้ในภาษาของตน ต่างคนต่างปรับปรุง และลอกคัดตามความเหมาะสมและรสนิยมของชาติตน ยิ่งเวลาล่วงเลยมานานเข้าก็ยิ่งแตกต่างกันมากขึ้น อย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าอักษรนั้น ดั้งเดิมจะมีที่มาจากแหล่งเดียวกันก็คือ อินเดียก็ตาม ฉะนั้น จึงไม่อาจสันนิษฐานได้ว่าไทยเอาอย่างจากขอมหรือขอมเอาอย่างจากไทย เพราะหลักฐาน ก็แจ้งจัดอยู่ในศิราจารึกแล้วว่าต่างกันอย่างไร หาใช่ต่างกันเพราะลายมือ ชาตินั้น ชาตินี้เขียนไม่ เช่นเดียวกับอักษรโรมัน ที่ชาติโรมันนำไปเผยแพร่ในทวีปยุโรปชาติต่าง ๆ มีเช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ฯลฯ ก็ล้วนแต่ใช้อักษรโรมัน เขียน ภาษาของตนทั้งสิ้นไม่เห็นมีใครเคยอ้างว่า อังกฤษเอาอย่างฝรั่งเศส หรือฝรั่งเศสเอาอย่างอักษรเยอรมัน ค่ะ

ภาษามือ

ภาษามือ

ภาษามือภาษามือ เป็นอวัจนภาษาอย่างหนึ่ง ที่ประกอบด้วย การสื่อสารด้วยมือ, การสื่อสารด้วยร่างกาย และการใช้ริมฝีปากในการสื่อความหมายแทนการใช้เสียงพูด การสื่อสารจะใช้ลักษณะของมือที่ทำเป็นสัญลักษณ์ การเคลื่อนไหวมือ แขนและร่างกาย และการแสดงความรู้สึกทางใบหน้าเพื่อช่วยในการสื่อสารความคิดของผู้สื่อ ภาษาสัญลักษณ์ส่วนใหญ่มักใช้ในกลุ่มผู้พิการทางหู ซึ่งรวมทั้งผู้พิการทางหูเอง ผู้ตีความหมาย (interpreter) ผู้ร่วมงาน เพื่อน และครอบครัวของผู้พิการทางหูซึ่งอาจจะพอได้ยินบ้างหรือไม่ได้ยินเลย ภาษามือ เป็นภาษาแม่ของคนหูหนวกรวมถึง ทราบความแตกต่างของภาษามือของประเทศต่างรูปแบบการใช้ภาษามือในประเทศไทย ซึ่งได้แก่ ภาษาท่าทาง ภาษามือครอบครัว ภาษามือตามไวยากรณ์ภาษาไทย และภาษามือไทย ตลอดจนความหลากหลายของภาษามือไทยที่เกิดจากการใช้แตกต่างกันตามปัจจัย อาณาบริเวณ เพศ และอายุ ความแตกต่างเหล่านี้ ก่อให้เกิดปัญหาการใช้ภาษามือไทยมากกว่าการใช้ภาษาพูดไทย และอาจจะมากกว่าภาษามือในต่างประเทศอย่างไรก็ดี ปัญหาเหล่านี้สามารถปรับปรุงและแก้ไขได้โดยการผลักดันเป็นนโยบายของรัฐบาลให้ทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องสนับสนุนให้เด็กหูหนวก พ่อแม่ ผู้ปกครอง และล่ามภาษามือใช้ภาษามือไทยอย่างถูกต้อง ภาษาของชุมชนคนหูหนวก เป็นภาษาที่มีระบบทางการเคลื่อนไหวร่างกาย ทั้งทางสีหน้า ท่ามือ และตำแหน่งต่างๆ ของร่างกาย ภาษามือเป็นภาษาที่มีวัฒนธรรมเหมือนกับภาษาพูด ภาษามือไทยเป้ฯวัฒนธรรมของคนหูหนวกไทย ซึ่งต่างจากภาษาพูดที่เป็นวัฒนธรรมของคนที่มีการได้ยิน ส่วนใหญ่คนทั่วไปคิดว่า ภาษามือของคนหูหนวกในแต่ละประเทศเหมือนกัน เพราะการใช้ภาษามือดูแล้วเหมือน ๆ กับภาษาใบ้ แต่ที่จริงแล้งภาษามือในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันมาก

ภาษากฎหมาย

ภาษากฎหมาย

ภาษากฎหมายในการยกร่างกฎหมายทุกชนิด จำเป็นต้องใช้ภาษาที่เป็นการเฉพาะ ซึ่งเรียกกันว่า ” ภาษากฎหมาย ” ไม่ใช่การใช้ภาษาที่สละสลวยนิ่มนวล ใช้ถ้อยคำวิชาการที่แปลมาจากภาษาต่างประเทศ เพราะเมื่อใช้คำเหล่านี้แล้ว ความหมายอาจจะผิดหรือเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ในการยกร่างกฎหมาย จึงนิยมใช้หลักอยู่ 3 ประการ ตามที่ท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้เคยอธิบายไว้ ดังนี้ค่ะ

1. ต้องมีความชัดเจน อย่างน้อยต้องชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้คนทั่วไปเมื่อได้อ่านอย่าง พินิจพิเคราะห์แล้ว จะสามารถเข้าใจได้ว่ามีความหมายว่าอย่างไร

2. ต้องไม่มีความซ้ำซ้อน เมื่อเขียนเรื่องใดในที่หนึ่งแล้ว ต้องไม่ไปเขียนในที่อื่นอีก กฎหมายไม่จำเป็นต้องเน้นย้ำ

3. ต้องมีความกะทัดรัด ไม่ฟุ่มเฟือย ถ้อยคำที่ใช้ทุกถ้อยคำต้องมีความหมายตรงตาม เจตนารมณ์ของผู้ร่าง คำทุกคำที่ใช้ต้องมีความจำเป็นที่ต้องมีอยู่ เพราะต้องการความหมายของคำ ๆ นั้น ถ้าตัดออกเสียจะทำให้ไม่ได้ความตามที่ต้องการหรือความหมายผิดไป

อย่างไรก็ดีค่ะ ในการร่างกฎหมายทั้งหลายอาจมีปัญหาในการยกร่าง โดยเฉพาะการใช้ถ้อยคำภาษา ซึ่งบางกรณีหาความชัดเจนไม่ได้ บางกรณีเกิดช่องว่างทำให้ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่ต้องการ บางกรณีผู้ร่างประสงค์จะให้ผู้มีอำนาจได้ใช้ดุลพินิจพิจารณา ดังนั้น การตีความกฎหมายจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย

การตีความกฎหมาย หมายถึง การแปลกฎหมาย การค้นหาความมุ่งหมายของกฎหมาย หลักการตีความกฎหมายทั่วไปจะมีการตีความตามตัวอักษร และการตีความตามเจตนารมณ์

การตีความตามตัวอักษร เป็นการตีความที่เกี่ยวกับถ้อยคำ ภาษา และไวยากรณ์ ถ้อยคำพิเศษที่ยังไม่เคยมีบัญญัติไว้ในกฎหมายใดมาก่อน และยังไม่มีการวิเคราะห์ศัพท์ไว้

การตีความตามเจตนารมณ์ ถ้าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดเคลือบคลุม ไม่ชัดเจน ไม่อาจตีความตามตัวอักษรได้ จำเป็นต้องตีความตามความมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยต้องค้นหาวัตถุประสงค์ของการยกร่างบทบัญญัตินั้น ของผู้บัญญัติกฎหมายว่ามีความต้องการและจำเป็นอย่างไร เพื่อให้ทราบความประสงค์ที่แท้จริง นอกจากนี้ ต้องอาศัยหลักความเป็นธรรมที่สอดคล้องกับความรู้สึกสำนึกของคนทั่วไปด้วย

ภาษาไทยสมัยสุโขทัย

ภาษาไทยสมัยสุโขทัย

ภาษาไทยสมัยสุโขทัยภาษาเขียนของคนไทยเกิดขึ้นหลังจากที่คนไทยสร้างเมืองของตนเองขึ้นแล้ว คือ สุโขทัย เมื่อปี  พ.ศ. 1826 พ่อขุนรามคำแหง กษัตริย์องค์ที่ 3  ของเมืองสุโขทัย ทรงจารึกเรื่องตัวหนังสือไทยไว้ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ตอนหนึ่งว่า เมื่อประมาณ 700 ปี ที่แล้วมา เมืองสุโขทัยของคนไทยนับว่าเป็นเมืองใหม่ในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนหน้านั้นชนชาติอื่นๆ  รอบด้าน มีการรวมตัวกันเป็นเมืองอยู่ก่อนแล้วและที่เป็นเมืองแล้วต่างก็มีภาษาเขียนเป็นของตนเองทั้งสิ้น เมืองเขมร เมืองมอญ เมืองพม่า ล้วนมีภาษาเขียนของตนเองก่อนคนไทย ในยุคนั้นและก่อนหน้านั้นเท่าที่ปรากฏในอินเดีย ลังกา และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การจารึกเรื่องของการปกครองเมือง ศาสนา และประชาชน นับเป็นประเพณีนิยมของกษัตริย์ทั่วไป เมื่อกษัตริย์พระองค์ใหม่ขึ้นปกครองเมือง เมื่อมีการทำสงคราม การทำบุญครั้งใหญ่ หรือเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้นในเมือง ก็เป็นประเพณีของกษัตริย์ที่จะทรงบันทึกเรื่องราวไว้ ในอินเดียและลังกา มีการเก็บบันทึกจารึกต่างๆ ทั้งของวัดและกษัตริย์นับได้เป็นจำนวนแสน ประเพณีการจารึกเรื่องราวนี้ได้แพร่หลายมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย และในย่านนี้จารึกโบราณมีทั้งภาษาบาลีสันสกฤต และต่อมาก็มีจารึกเป็นภาษาของคนพื้นเมืองด้วย คนไทยคงจะใช้ตัวอักษรอื่นที่ใช้แพร่หลายกันอยู่ในย่านนั้นมาก่อนซึ่งมีทั้งอักษรมอญและขอม แต่เมื่อคนไทยมีเมืองเป็นของตนเอง มีกษัตริย์ไทยเองแล้ว แรงผลักดันที่จะต้องมีตัวอักษรของตนเองเพื่อบันทึกเรื่องราวของกษัตริย์และเมืองตามประเพณีอยู่ในขณะนั้นก็ย่อมเกิดขึ้น การใช้ภาษาของไทยเองย่อมจะทำให้เมืองไทยมีฐานะเท่าเทียมกับเมืองอื่นๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้ว เราอาจนับว่าการเป็นเมืองและประเพณีการจารึกเรื่องราวของกษัตริย์และเมือง เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เกิดการประดิษฐ์อักษรไทยขึ้น  ตัวอักษรที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้เป็นตัวเขียนที่มีวิวัฒนาการสืบเนื่องมาจากลายสือไทยที่พ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์ขึ้นเมื่อประมาณ ๗๐๐ ปีที่แล้ว เข้าใจว่าคงจะได้เปรียบเทียบหรือปรับปรุงจากตัวอักษรที่มีใช้อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ตัวหนังสือในปัจจุบันแตกต่างไปจากสมัยสุโขทัยมากแต่ระบบของตัวพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ยังคงเดิม อักษรไทยมีใช้มานานประมาณ ๗๐๐ ปีแล้วจึงเป็นธรรมดาที่จะมีลักษณะแตกต่างไปจากภาษาในปัจจุบันทั้งในด้านการเขียนและการแทนเสียงและเพราะเหตุว่าตัวเขียนไทยเป็นตัวอักษรแทนเสียงระบบภาษาเขียนจึงเป็นเสมือนบันทึกของลักษณะเสียงของภาษาไทยเมื่อสมัยประมาณ ๗๐๐ ปี มาแล้วได้เป็นอย่างดี นักภาษาศาสตร์สามารถใช้วิธี การที่เป็นวิทยาศาสตร์อธิบายให้เห็นว่าเสียงของภาษาในสมัยสุโขทัยต่างไปจากเสียงในสมัยอยุธยาและสมัยรัตนโกสินทร์

 

 

ภาษาปัญจาบ

ภาษาปัญจาบี (Punjabi) เป็นภาษาราชการของรัฐปัญจาบ และยังใช้ในเขตปกครองพิเศษจันทิการ์ด้วย โดยมีจำนวนผู้พูดคิดเป็น 2.85 % ของประชากรอินเดียทั้งหมด โดยในปัจจุบันภาษานี้ก็เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่คนอินเดียรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก ดังจะเห็นจากการที่มีภาพยนตร์และละครที่เป็นภาษานี้ผลิตขึ้นเป็นจำนวนมาก หรือแม้แต่เพลงป๊อปของ Bollywood ก็นิยมร้องเป็นภาษานี้เช่นกัน ภาษานี้มีรากมาจากภาษาปรากฤตสำเนียงเสารเสนี ซึ่งพูดกันอินเดียเหนือในช่วงตอนต้นของยุคกลาง และพัฒนาตัวเป็นภาษาต่างหากชัดเจนในคริสต์ศตวรรษที่ 11 โดยมักจะใช้เขียนวรรณกรรมทางศาสนาของพวกมุสลิมซูฟีและต่อมาก็กลายเป็นภาษาสำคัญของชาวซิกห์ในศตวรรษที่ 20 ภาษานี้เป็นภาษาที่ถือว่าแตกต่างจากภาษาอินโดอารยันอื่นตรงที่ความหมายของคำเปลี่ยนแปลงตามเสียงวรรณยุกต์ ซึ่งมีสามเสียงคือ สูง กลาง และต่ำ และสำหรับภาษาเขียนนั้น ภาษานี้จะใช้อักษรคุรมุขี (แปลตรงตัวว่า จากปากของอาจารย์) พัฒนาขึ้นมาจากอักษรลาณฑา ซึ่งเป็นอักษรที่ไม่มีสัญลักษณ์แทนเสียงสระและใช้วงการค้าในอินเดียเหนือยุคกลาง โดยผู้คิดค้นก็คือท่านรวิทาส นักบุญสายภักติในคริสต์ศตวรรษที่ 15 และได้รับการปรับปรุงให้เป็นมาตรฐานโดยคุรุอังคัท เทพ จี คุรุคนที่สองศาสนาซิกห์ ในคริสต์ศัตวรรษที่ 16 คัมภีร์คุรุ ครันถ์ สาหิพ ซึ่งเป็นคัมภีร์หลักของศาสนาซิกห์ก็บันทึกด้วยอักษรนี้

ภาษาปัญจาบมีสำเนียงต่างๆมากมาย โดยได้รับอิทธิพลจากภาษาสินธีในปากีสถานและภาษาฮินดีในประเทศอินเดีย สำเนียงหลักของภาษาปัญจาบคือ ลาโฮรี ดัรบี มัลไว และโปวาธี ในอินเดีย สำเนียง โปโกฮารี ลัห์นดี และ มุลตานีในปากีสถาน สำเนียงลาโอรีเป็นสำเนียงมาตรฐานสำหรับภาษาเขียนของภาษาปัญจาบ บางสำเนียงเช่นสำเนียงโดกรี สิไรกิ และอินห์โก